Docker ทำงานอย่างไร พร้อมตัวอย่างการใช้งานจริง

     Docker คือแพลตฟอร์มที่ช่วยให้นักพัฒนาและ DevOps สามารถ สร้าง, ส่งต่อ, และ รันแอปพลิเคชัน ได้อย่างรวดเร็วผ่านเทคโนโลยีที่เรียกว่า Container
ซึ่งทำให้แอปทำงานได้เหมือนกันทุกเครื่อง ไม่ว่าจะอยู่บนคอมพิวเตอร์นักพัฒนา เซิร์ฟเวอร์ หรือคลาวด์

Docker

ทำไม Docker ถึงได้รับความนิยม?

1. ลดปัญหา “ทำไมรันเครื่องฉันได้ แต่เครื่องจริงรันไม่ได้”

Docker ใช้ Container ที่บรรจุทุกอย่างที่แอปต้องการ เช่น dependency, library และ environment ทำให้รันได้เหมือนกันทุกที่ ทั้งเครื่อง Dev, QA, Production และ Cloud ส่งผลให้ลดเวลาตามแก้ปัญหา และลดค่าใช้จ่ายในการแก้บั๊กข้ามสภาพแวดล้อม

2. เปิด–ปิดและปรับขนาดแอปได้รวดเร็ว (Scalable by Design)

Container เบากว่า VM มาก เปิดตัวในไม่กี่วินาที เหมาะกับระบบที่ต้อง scale ตามจำนวนผู้ใช้งาน เช่น

  • เว็บร้านค้าออนไลน์

  • ระบบ Microservices

  • ระบบ Streaming / API ที่มีโหลดขึ้นลงหนัก

3. Dev และ Ops ทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้น (DevOps Friendly)

Docker รวมโค้ด + สภาพแวดล้อมไว้ใน Image เดียว ทำให้ Dev ส่งงานต่อให้ Ops ได้แบบไม่ต้องถามว่า “ใช้ Node เวอร์ชันไหน?” “ติดตั้ง library อะไรบ้าง?” ทำให้งานราบรื่นขึ้น ลดการสื่อสารผิดพลาด

4. ใช้งานร่วมกับ CI/CD ได้ดีมาก

Pipeline อย่าง GitHub Actions, GitLab CI, Jenkins รองรับ Docker เต็มรูปแบบช่วยลดเวลาและความเสี่ยงในการปล่อยโค้ด สามารถทำขั้นตอนอัตโนมัติได้ เช่น

  • Build image

  • Run test ผ่าน container

  • Deploy ไป staging/production

5. ใช้ทรัพยากรน้อยกว่า Virtual Machine อย่างชัดเจน

Container แชร์ Kernel ทำให้มีข้อดีคือ

  • ใช้ RAM น้อยกว่า

  • ใช้พื้นที่น้อยกว่า

  • เปิดตัวเร็วกว่า

  • รันหลายแอปพร้อมกันได้มากกว่า

  • เหมาะสำหรับเซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็กหรือระบบที่ต้องคุ้มค่า

6. มี Ecosystem ใหญ่และ Community สนับสนุน

  • มี Docker Hub ที่รวม Image ให้โหลดมากมาย

  • Framework ทั่วโลก เช่น Laravel, Django, WordPress มี template รองรับ

  • ปัญหาต่าง ๆ หา solution ได้ง่ายมากใน StackOverflow, GitHub ช่วยลดเวลาศึกษาและทำให้เริ่มต้นได้เร็ว

7. เหมาะกับสถาปัตยกรรม Microservices

Docker ทำให้ Microservices เป็นเรื่องง่ายและจัดการได้ในระดับองค์กร ซึ่งแต่ละ service สามารถ

  • รันแยกกัน

  • อัปเดตอิสระ

  • ขยายระบบเฉพาะส่วนที่ต้องการ

8. พร้อมใช้งานบน Cloud ทุกเจ้า

Cloud ส่วนใหญ่รองรับ Docker เต็มรูปแบบ ทำให้ย้ายระบบระหว่าง Cloud ได้สะดวก ลด lock-in แบบเดิม เช่น

  • AWS ECS / EKS

  • Google Cloud Run / GKE

  • Azure Container Apps

9. ใช้ได้ทั้งนักพัฒนามือใหม่และระดับองค์กร

  • นักเรียน/มือใหม่ใช้เพื่อจำลอง environment

  • Developer ใช้ทดสอบบน local

  • บริษัทใช้สำหรับระบบใหญ่ CI/CD และ Microservices

Docker

Docker ทำงานอย่างไร?

     Docker ใช้แนวคิดของ Containerization ซึ่งทำให้แอปพลิเคชันและสภาพแวดล้อมที่ต้องใช้ถูกรวมอยู่ด้วยกันแบบพกพา (Portable) และรันได้เหมือนกันทุกที่ โดยการทำงานของ Docker สามารถแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลักดังนี้:

  1. Docker Image คือไฟล์ที่บรรจุทุกอย่างที่แอปต้องการ เช่น ระบบปฏิบัติการฐาน (Base OS เช่น Ubuntu/Alpine), Runtime (เช่น Node.js, Python, PHP), Libraries, Source code, Script ในการรันแอป
  2. Docker Container คือแอปที่รันจริง โดยเมื่อสั่ง docker run แล้ว Docker จะนำ Image มาสร้างเป็น Container ซึ่งเป็นเหมือน “กล่องรันแอปแบบแยกจากระบบหลัก” ที่มีคุณลักษณะ ได้แก่ 1) เบากว่า VM เพราะไม่ต้องมี OS เต็มระบบ 2) แยกตัวเองจากเครื่องแม่ (Host) 3) รันแอปได้ทันทีพร้อม environment ครบถ้วน
  3. Docker Engine คือ ตัวประมวลผลหลังบ้านโดยเป็นหัวใจสำคัญของ Docker ในการทำหน้าที่สร้าง Image, รัน Container, จัดการ network, จัดการ volume (พื้นที่เก็บข้อมูล) ซึ่ง Docker Engine คือ daemon (โปรแกรมสร้างไดรฟ์เสมือน) ที่ทำงานบน Host ใช้คำสั่งผ่าน Docker CLI หรือ Docker APIs ในการสื่อสาร
  4. Dockerfile คือ ไฟล์สคริปต์ที่กำหนดขั้นตอน เมื่อรันคำสั่ง Docker Engine จะอ่าน Dockerfile แล้วสร้างเป็น Image
  5. Registry (เช่น Docker Hub) ที่เก็บ Docker Image เพื่อแชร์ให้คนอื่น หรือดึงมาใช้งานเอง
Docker

ตัวอย่างการใช้งาน Docker จริงในองค์กร

1. ใช้ในการ Deploy เว็บแอปอย่างรวดเร็ว

ประโยชน์

  • ลดเวลา setup server

  • ทุก environment เหมือนกัน 100%

  • ลดบั๊กที่เกิดจากสภาพแวดล้อมไม่ตรงกัน

ตัวอย่าง

  • เว็บบริษัทที่รันด้วย Node.js

  • API ระบบใบเสนอราคา/บัญชีที่ต้อง deploy บ่อย

2. แยกบริการแบบ Microservices

องค์กรที่ใช้สถาปัตยกรรม Microservices จะให้แต่ละบริการรันใน Container ของตัวเอง เช่น

  • auth service

  • payment service

  • notification service

ประโยชน์

  • อัปเดตเฉพาะ service ได้โดยไม่กระทบระบบอื่น

  • scale เฉพาะส่วนที่โหลดเยอะได้

  • isolate ปัญหาได้ง่ายขึ้น

3. ใช้จำลองสภาพแวดล้อมให้ Developer

องค์กรใช้ Docker Compose เพื่อให้ dev ทุกคนมี environment เหมือนกัน เช่น

  • MySQL

  • Redis

  • RabbitMQ

  • Backend API

  • Frontend web

เพียงแค่รัน docker compose up ก็พร้อมทำงานทันที

ประโยชน์

  • ลดเวลา setup เครื่องใหม่

  • รับพนักงานใหม่เข้าทีมได้เร็ว

  • ไม่ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์หลายตัวในเครื่องจริง

4. ใช้ในการทดสอบระบบหลายเวอร์ชันพร้อมกัน

ตัวอย่าง

  • ทดสอบระบบกับ MySQL 5.7 และ MySQL 8

  • ทดสอบ Node.js 16, 18, 20 เพื่อรองรับลูกค้าเก่า–ใหม่

  • ทดสอบ frontend กับ production server mock

ประโยชน์

  • ลดปัญหา compatibility

  • ทดสอบได้ในเครื่อง local โดยไม่ต้องมีเซิร์ฟเวอร์จริง

5. ใช้ในระบบ Data Engineering หรือ AI

องค์กรด้านข้อมูลใช้ Docker เพื่อจัดการ pipeline เช่น

  • Spark jobs

  • ETL

  • Machine Learning model serving

  • Notebook อย่าง Jupyter ที่ต้องติดตั้ง library เยอะ

ประโยชน์

  • แยก environment ของ data scientist แต่ละคน

  • ลดปัญหา dependency conflict

  • สร้าง environment ใหม่ได้เร็วมาก

สรุป

     Docker เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้การพัฒนาและปรับใช้แอปพลิเคชันมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านแนวคิด Containerization ซึ่งทำให้แอปทำงานได้เหมือนกันทุกสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะอยู่บนเครื่องนักพัฒนา เซิร์ฟเวอร์จริง หรือบน Cloud ด้วยการใช้ Docker Image, Container, และ Dockerfile องค์กรสามารถสร้างระบบที่มีความยืดหยุ่นสูง ลดปัญหาการตั้งค่าสภาพแวดล้อม ลดเวลาการ deploy และทำให้ทีม Dev, QA, และ Ops ทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น Docker ยังตอบโจทย์งานยุคใหม่ เช่น Microservices, CI/CD, Automated Testing, และ Cloud Deployment ทำให้เหมาะทั้งสำหรับทีมเล็กและองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการระบบที่เสถียร ขยายง่าย และดูแลง่าย สรุปคือ Docker คือเครื่องมือที่ช่วยให้คุณพัฒนาเร็วขึ้น ทดสอบง่ายขึ้น และ Deploy ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ Docker กลายเป็นมาตรฐานในองค์กรทั่วโลก สนใจทดลองใช้งานได้ที่นี้

Scroll to Top